ทฤษฎีเกม (Game Theory)

ทฤษฎีเกม (Game Theory)


                  จากภาพยนต์ A Beautiful mind แนวคิดของ John Nash (Russel crow) เราจะได้เห็นถึงความคิดของแนช ที่คิดว่าการเจรจาต่อรองที่ทำให้ทั้งสองฝ่าย(คู่กรณี หรือ คู่ความ คู่แข่งขัน) นั้นสามารถเกิดผลที่ทำให้ทุกฝ่ายนั้นได้รับชับชนะได้ เเละสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง ดังนั้น จึงเกิดเป็นแนวคิดทฤษฎีนี้ขึ้นมา

                  ซึ่งแนวคิด ทฤษฏีนี้ เกิดขึ้นจากฉากๆหนึ่งที่แนชนั้นได้พูดคุยกับบรรดาเพื่อนๆในบาร์แห่งหนึ่ง ที่ได้มีสาวสวยผมบลอนด์นางหนึ่งโผล่ขึ้นมาในฉากๆนั้น แนชพูดว่า

                 "ถ้าเราแย่งกันจีบสาวผลบลอนด์ เราก็จะขัดขากันเอง เเละไม่มีใครได้เธอๆไป แล้วถ้าเราหันไปจีบเพื่อนๆของเธอ สาวๆเหล่านั้นก็จะเชิดใส่เพราะไม่มีใครอยากเป็นตัวสำรองของใคร  แต่ถ้าๆไม่มีใครจีบสาวผมบลอนด์ นั่นก็จะเป็นการไม่ไปดูถูกสาวอื่นๆด้วยเเละเรา (ผู้แข่งขัน) ก็ไม่ขัดขากันเอง เราทุกคนก็จะชนะ (ในที่นี้ผลลัพธ์หมายถึงการได้สาวไปครอบครองเพื่อขึ้นเตียง)"

                 ในเนื้อหาท่อนที่แนชกล่าวนั้น ก่อให้เกิดเเนวคิดในการหาแนวทางให้ทุกฝ่ายนั้นได้รับชัยชนะโดยที่ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบฝ่ายใด ถ้าทุกฝ่ายต้องการเพียงแค่ผลลัพธ์ที่มิได้เจาะจงถึงที่มาของผลลัพธ์นั้นๆ ด้วยเหตุนี้เส้นทางของผลลัพธ์นั้นจึงมีความสำคัญน้อยกว่า ผล ที่ได้รับนั่นเอง

                 ถ้าเปรียบได้กับการสงครามที่ในหลายๆสมรภูมินั้นต้องการเพียงแค่ผลลัพธ์ให้ได้มาซึ่งชัยชนะ เเต่มิได้คำนึงถึงผลของความสูญเสียหรือผลกระทบระหว่างเส้นทางของการได้รับชัยชนะนั้น  นั่นเท่ากับว่า การประลองศึกนั้นย่อมมีโอกาศเพลี่ยงพล้ำที่ส่งผลต่อความพ่ายแพ้ก็เป็นได้นั่นเอง เพราะการคิดถึงผลลัพธ์มากเกินไป กลับทำให้พลาดโอกาสในการพลิกสถานการณ์ในบางช่วงจังหวะที่อาจจะก่อให้เกิดผลที่เปลี่ยนแปลง ผล ของสงครามนั้นๆได้

        แต่ถ้า การศึกนั้นไม่ได้ต้องการให้เกิดความสูญเสียทางไพร่พลนั้น ดังเช่นยุคของสงครามเย็นระหว่าง รัสเซีย กับ อเมริกา หรือเกาหลีเหนือ เเละเกาหลีใต้ หรือ ไทยกับ กัมพูชา ความสูญเสียของไพร่พลจึงนับว่ามีค่าเป็นศูนย์ไปในทันที เพราะสิ่งที่จะเกิดความสูญเสียนั้นกลับกลายเป็นความสูญเสียในเชิงของการชิงความได้เปรียบทางการฑูตเเละข้อมูลข่าวสาร การชิงไหวพริบของผู้นำประเทศคู่พิพาทนั้นๆเสียมากกว่า การชิงความได้เปรียบทางข้อมูลข่าวสาร บิดเบือนข้อมูลเพื่อให้คู่แข่งนั้นเกิดการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด ทำให้คู่เเข่งเสียเวลาในการคัดกรองข่าวสารนั้น หรือเกิดการปั่นหัวของผู้คนในประเทศนั้นๆก่อให้เกิดการปฏิวัติ หรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ ทำให้ฝ่ายที่ลงมือปฏิบัติก่อนเกิดความได้เปรียบเพราะสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับคู่แข่งหรือคู่ต่อสู้ได้ ไม่มากก็น้อย 


       ดังนั้น จึงได้มี ทฤษฎี H.M.L เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรอง เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับ สนับสนุนในการตั้งค่าของการเจรจาต่อรองเพื่อลดทอนการสูญเสียของตนให้มากที่สุด

                   การเจรจาต่อรอง หมายถึง กระบวนการในการที่จะให้คู่เจรจาเดินทางเข้าหากันเพื่อมุ่งเป้าหมายก็คือข้อยุติที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเป็นเดิมพัน กระบวนการในการเจรจาดังกล่าวเรียกว่า “Negotiating Continuum”

                   ในการเจรจานั้นคู่เจรจาแต่ละฝ่ายจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายของตนเองในการเจรจา เป้าหมายในการเจรจานั้นมี ระดับ เป้าหมายดังกล่าวเราเรียกว่า “ ทฤษฎี H.M.L.”

          “H” (High) เป้าหมายระดับสูง หมายถึง เป้าหมายที่คู่เจรจาต้องการบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือ บรรลุ 100% ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายอุดมคติ (Ideal Position)  เป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่คู่เจรจาอยากจะให้เกิดขึ้นสูงสุด

          “M” (Medium) เป้าหมายระดับกลาง หมายถึง เป้าหมายที่คู่เจรจาต้องการบรรลุเป้าหมายระดับ 75 %

          “L”(Low)  เป้าหมายระดับต่ำสุด หมายถึง   เป้าหมายที่คู่เจรจาต้องการจะได้อย่างน้อย     50 % เราเรียกระดับนี้ว่าระดับที่เป็นขอบเขตจำกัด (Limit Position)  ในการเจรจาถ้าต่ำกว่าระดับนี้คู่เจรจาจะเสียมากกว่าได้ซึ่งเกินขอบเขตที่เขาจะยอมเจรจาด้วย

        แต่ ข้อจำกัดในการเจรจาหรือขอบเขตเจรจา อาจจะหมายถึง ข้อจำกัดในเรื่องของอำนาจ ถ้าเกินจากจุดนี้แล้วเขาไม่มีอำนาจในการเจรจาก็อาจจะทำให้การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจจะเป็นข้อจำกัดในแง่เงื่อนไขทางด้านราคา ถ้าเกินราคาระดับใดระดับหนึ่งไปเขาไม่สามารถที่จะต่อรองด้วย หรืออาจจะหมายถึงข้อจำกัดในแง่จำนวนในการที่จะตกลงกันถ้าต่ำกว่าจำนวนนี้ไม่สามารถรับได้ ข้อจำกัดดังกล่าวนั้นจะเป็นปัญหาที่จะทำให้การเจรจาไม่สามารถประสบความสำเร็จเนื่องจากว่าเกินขีดที่เรียกว่า ต้นทุน” เพราะถ้าต่ำกว่าระดับนี้หมายความว่าคู่เจรจาจะเป็นผู้เสีย (Loser) และไม่ใช่ผู้ได้ (Winner) ซึ่งจะนำไปสู่การเจรจาที่ไม่ประสบความสำเร็จ

           ในการเจรจาที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น หมายความว่า คู่เจรจาสามารถที่จะหาจุดร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อกัน ถ้าพิจารณาจากทฤษฎี H.M.L. ก็หมายถึงจุดต่ำสุด(Low) ของทั้งสองฝ่ายต้องมีความคาบเกี่ยวกัน เราเรียกว่า บริเวณที่หาข้อยุติได้” (Bargaining Arena) ซึ่งหมายถึงบริเวณที่คู่เจรจาต่างก็ได้ด้วยกันทั้งคู่ (WIN – WIN) ส่วนใครจะได้มากหรือได้น้อย ย่อมขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองและความชำนาญในการเจรจาต่อรอง

         ดังนั้น ผู้ใช้ทฤษฏีเกมส์เพื่อการต่อรองหรือประเมินคู่แข่งนั้นย่อมจะต้องมีเป้าหมายในใจ หรือที่เราๆเข้าใจกันได้ว่า "ยุทธศาสตร์" ซึ่งหลายๆครั้ง หรือทุกครั้งเป้าหมายที่เรียกว่ายุทธศาสตร์นี้ จะต้องถูกร่างไว้เพื่อเป็นกรอบของการต่อรองในใจของแต่ละฝ่ายว่าจะรับความสูฐเสียได้ในระดับมากแค่ไหน (High Medium หรือ low) นั้นคือเป้าที่ถูกกำหนดไว้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง เพื่อให้เกิดความสูญเสียที่น้อยที่สุดที่จะรับได้

        ด้วยเหตุนี้ ความสูญเสียจากการเเข่งขันนั้นย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกผู้เเข่งขัน แต่ความสูญเสียนั้นสามารถระงับหรือบรรเทาได้จากความรอบคอบวางแผนหรือการวางหมากที่รู้ทันคู่แข่ง หรือมีข้อมูลเชิงลึกเพียงพอต่อการรองรับความสูญเสียที่จะเกิดจากการแข่งขันได้

โธมัส มัวร์, นักคิดสังคมนิยม "ยูโธเปีย"คนแรกของโลก

โธมัส มัวร์ Thomas More 1477-1535


Utopia
พ.ศ. 2059,


จากวาทกรรมของนักคิดสังคมนิยม ผู้ซึ่งเรียกร้องความเป็นธรรมจากกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์


" ความยากจนคือรากฐานแห่งรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์กษัตริย์เป็นผู้ครองครองทรัพย์สมบัติ เเละเป็นเจ้าของเหนือชีวิตของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งผอง โดยไม่มีขอบเขตข้อจำกัดใดๆ ราษฎรจะใช้จ่ายทรัพย์สินของตนได้ก็ต่อเมื่อได้รับพระราชอนุญาติเเล้วเท่านั้น"




"ประชาชนสถาปนากษัตริย์ (ผู้ปกครอง) ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตัวเองหาใช่เพื่อประโยชน์ของกษัตริย์ (ผู้ปกครอง) ไม่ ประชาชนตั้งผู้ครองบ้านเมืองก็หวังที่จะได้มีชีวิตความเป็นอยู่รุ่งเรื่องอยู่เย็นเป็นสุขโดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการรุรานรังความของศัตรู หน้าที่อันศักดิ์ิสิทธ์ของผู้ปกครองบ้านเมืองก็คือ จักต้องถือเอาความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาราษฎ์ส่วนรวม ให้อยู่เหนือกว่าความสุขส่วนตัว จักต้องตั้งตนเสมือนหนึ่งคนเลี้ยงเเกะที่ซื่อตรงต่อหน้าที่ พลีตนเพื่อนำฝูงแกะไปสู่ทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ที่สุด"


"เมื่อบุคคลไม่สมบูรณ์เเล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็สมบูรณ์ไม่ได้"

  

คติพจน์ประจำสังคม "ยูโธเปีย" ของ โธมัส มัวร์ (Thomas More)

"การได้มาซึ่งความสุขโดยไม่ละเมิดกฏหมายคือความฉลาด การทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์คือศาสนา เเละการเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวทำลายความสุขของผู้อื่น คือ อาชญากรรม"


หลักการในการดำรงชีพในสังคมทุกแขนงจะต้องกระทำ ดังนี้

"มูลค่าเกิดจากแรงงาน เพราะฉะนั้นท่านจึงจะต้องสนใจในปัญหาแรงงานของสังคมเป็นพิเศษ"


 

"ยูโธเปีย" ในทัศนคติของ "โธมัส มัวร์

ไม่มีการผลิตล้นเกิน ไม่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจ ไม่มีการว่างงาน เเละก็ไม่มีสงคราม"



UTOPIAS-HETEROTOPIAS - Michel Foucault

UTOPIAS-HETEROTOPIAS
มิติพื้นที่แบบยูโทเปีย - เฮเทอโรโทเปีย


"ยูโทเปีย"แสดงนัยของความสมบูรณ์ในแบบอุดมคติ ชื่อนี้ได้มาจากวรรณกรรมชื่อ Uthopia ของเซอร์ทอมัส มอร์ เขียนเป็นภาษาละตินเมื่อ ค.ศ. ๑๕๑๖ และพรรณนาถึงเรื่องรัฐทางการเมืองที่สมบูรณ์ทุกอย่าง คำ uthopiaเป็นการเล่นคำภาษากรีก outopia แปลว่า ไม่มีสถานที่ใด ๆ (no place) กับ eutopia แปลว่า สถานที่ที่ดี (good place)

ศิลปะและวรรณกรรมไม่ได้ต้องการนำเสนอภาวะสมบูรณ์หรือพื้นที่ที่เป็นอุดมคติแบบยูโทเปียที่เป็นจริงเพียงในจินตนาการ ดังนั้นพื้นที่ของนักเขียนและศิลปินจะมีระดับ 'ความจริงแท้' อยู่สูงมาก ศิลปะและวรรณกรรมปล่อยให้มีพื้นที่ว่างสำหรับ ความขัดแย้งและสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริงเสมอ  จึงมีแนวโน้มที่จะเดินคู่ขนานไปกับ เส้นทางของสังคมที่มีดำรงอยู่จริง

วรรณกรรมและศิลปะสร้างและนำเสนอมิติแห่งพื้นที่ แบบเฮเทอโรโทเปีย เพราะวรรณกรรมพรรณาถึง พื้นที่ที่มีอยู่แล้วแต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาที่จะแสดงออก 'ความปรารถนาให้เป็นไป' ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในโลกนี้ลงไปด้วย

Michel Foucault "ยูโทเปียเป็นสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริงในที่ใด ยูโทเปียเป็นสถานที่ที่จินตนาการขึ้นมาในลักษณะ 'แนวเทียบ' แบบตรงๆ หรือแบบสวนทางกันกับสังคมจริง ยูโทเปียคือสังคมที่มีความสมบูรณ์ในตัวหรือไม่ก็สังคมที่ถูกกลับหัวกลับหาง ใหม่ แต่ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตามยูโทเปียคือพื้นที่ที่ไม่มีอยู่จริงเป็นหลัก อาจเป็นไปได้เช่นกันว่า ในทุกวัฒนธรรม และทุกอารยธรรมก็มีสถานที่ที่ดำรงอยู่จริงเช่นกันและตั้งอยู่ในส่วนที่เป็น ฐานรากลึกสุดของสังคม เหมือนกับอะไรบางอย่างที่คอยถ่วงน้ำหนักหรือคานสังคมไว้ สถานที่ในลักษณะนี้จะตั้งอยู่นอกพื้นที่ทั้งปวง ถึงแม้ว่าอาจเป็นไปได้ที่จะระบุตำแหน่งในความเป็นจริงได้ก็ตาม โดยเหตุที่สถานที่เหล่านี้มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากสถานที่ทั้งปวงที่ อยู่ในความคิดหรือพูดถึง ผมจึงขอเรียกพื้นที่เหล่านี้ให้ตรงกันข้ามกับ 'ยูโทเปีย' ว่า 'เฮเทอโรโทเปีย' "


Foucault อธิบายว่า 

           " 'เฮเทอโรโทเปีย' คือภาวะที่มีอำนาจสองขั้วร่วมกัน "เราอยู่ในยุคของการถึงพร้อมของหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ  เราอยู่ในยุคของการเดินทางมาบรรจบกันของความแตกต่าง เราอยู่ในยุคแห่ง ความใกล้และความไกล ในยุคของการอยู่เคียงข้างกัน และยุคของการแตกซ่าน กระจัดกระจาย"

            "มิติแห่งพื้นที่แบบเฮเทอโรโทเปียคือการปฏิเสธภาวะทางสังคมในทางใดทางหนึ่งและปฏิเสธสถานที่ที่อยู่ในกระแสหลักของสังคม เฮเทอโรโทเปียทำหน้าที่ฉายภาพ'ความน่าจะเป็น' ของพื้นที่ใหม่ที่แตกต่างกลับเข้าไปในสังคม โดยไม่มีช่องว่างระหว่างสังคมกับภาพในกระจกเงาเพราะพื้นที่ที่อยู่ระหว่างและข้าง ๆ ก็ถูกเติมใหม่จนเต็มด้วย"

            "ความปรารถนาให้เกิดความเป็นไปในพื้นที่นั้นกำเนิดมาจากประสบการณ์ในสังคม ความฝันและความปรารถนาเป็นผลผลิตโดยตรงของความเป็นจริงในตัวเรา การสร้างภาพในความคิดทั้งที่เป็นแบบยูโทเปียและเฮเทอโรโทเปียมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสภาวะจริงของชีวิตที่ดำรงอยู่ ไม่ว่าผลที่ปรากฎจะเป็นการปฏิเสธสังคมหรือความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น"

การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิธีปรากฎการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ (Empirical Phenomenology An Approach for Qualitative Research)

การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิธีปรากฎการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ 

(Empirical Phenomenology An Approach for Qualitative Research) 


Moustakus & Clark.(1990) กล่าวไว้ว่า ปรากฏการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ คือ การศึกษาแนวคิดและกระบวนการในด้านความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์  การสะท้อนความรู้สึก  ความคิด  และประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา เป็นการค้นหาพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมาโดยตรง

แมกซ์ แวน เมเนน (2000) ซึ่งเขาได้เสนอวิธีการและขั้นตอนการศึกษาแบบปรากฏการณ์วิทยาว่า มีอยู่ 2 วิธีการหลัก  ได้แก่ 

          1)  วิธีการเชิงสะท้อนกลับ (Reflective methods)  
          
          2)  วิธีการเชิงประจักษ์ (Empirical methods)   


         โดยที่ในแต่ละวิธีก็มีการได้มาซึ่งข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันไป ซึ่งแบบแรกเป็นวิธีการเชิงสะท้อนกลับ ซึ่งมีวิธีการหาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ Hermeneutic Interview Reflection, Exegetical Reflection, Linguistic Reflection, Thematic Reflection,  Guided Existential Reflection,   และCollaborative Reflection,  ซึ่งใน   แต่ละวิธีก็มีวิธีเฉพาะเจาะจงที่แตกต่างกันออกไป   ส่วนแบบที่สองเป็นแบบวิธีการเชิงประจักษ์  ซึ่งมีวิธีการหาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  Describing,  Gathering,  Interviewing,  Observing, Fictional   และ Imaginal 

Manen กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของวิธีการศึกษาปรากฏการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ คือ การได้มาซึ่งประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างหลากหลายของผู้ให้ข้อมูล  หรือกลุ่มตัวอย่าง   โดยเฉพาะจากการได้มาของเกร็ดประวัติ (Anecdotes)   เรื่องเล่า  (Narrative)   เรื่องราวที่แต่งขึ้น(Stories) และการบันทึกประสบการณ์ชีวิต (Lived experience accounts) 


การนำปรากฏการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ไปใช้
         การวิจัยแบบนี้มุ่งทำความเข้าใจความหมายประสบการณ์ชีวิตที่บุคคลได้ประสบ เป็นหลัก   ซึ่งปรากฏการณ์  หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่นักวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยาศึกษาเป็นอะไรก็ได้ที่นักวิจัยเห็นว่ามีแง่มุมที่น่าสนใจหรือมีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ ต่าง ๆ เช่น  การได้เป็นแม่   การใช้ชีวิตเป็นนักบวช  การประสบเหตุการณ์ที่ทำให้ผิดหวัง   สูญเสีย   หรือสมหวัง   โดยสรุปคือ เป็นเรื่องธรรมดา  หรือไม่ธรรมดาในชีวิตของคน  อาจเป็นเรื่องที่สะเทือนอารมณ์ (เศร้า  เหงา  เสียใจ  โกรธ)  หรือเป็นเรื่องของความสัมพันธ์  แต่งงาน  หย่า  พลัดพราก ฯลฯ  (ชาย  โพธิสิตา, 2548 หน้า 189-190)



 

มิเชล ฟูโกต์ (ฝรั่งเศส: Michel Foucault, michel; 15 ตุลาคม ค.ศ. 1926 – 25 มิถุนายน ค.ศ. 1984)

มิเชล ฟูโกต์

       คือใคร ?????... มิเชล ฟูโกต์ (ฝรั่งเศส: Michel Foucault, miʃɛl fuko; 15 ตุลาคม ค.ศ. 1926 – 25 มิถุนายน ค.ศ. 1984)
      คือ นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ ปัญญาชน นักวิพากษ์ และนักสังคมวิทยา ชาวฝรั่งเศส เขาเคยดำรงตำแหน่ง "ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ของระบบความคิด" (Professor of the History of Systems of Thought) ที่วิทยาลัยฝรั่งเศส (Collège de France)

          คือ นักคิด ที่มีแนวคิดที่อ้างถึงความสัมพันธ์ของอำนาจที่เกี่ยวข้องเเละความเชื่อมโยงของอำนาจในสังคม (โดยเขาได้กล่าวว่า อำนาจมีอยู่ทุกที่ ทุกอนูของสังคม เพียงแต่เราอยู่ในสังคมนั่นจึงทำให้เราไม่เห็นอำนาจนั้นๆ) เขาเชื่อว่าอำนาจมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในสังคม ประดุจหนึ่งว่าไม่มีทางแยกอำนาจออกมาจากสังคมได้ เพราะว่าสังคมเป็นส่วนร่วมของการทำให้เกิดอำนาจเเละอำนาจนั้นอาศัยบทบาททางสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนอำนาจนั่นเอง นั่นคือ "โครงข่ายแห่งอำนาจ"

         เเต่ มิเชล ฟูโกต์ ก็ไม่ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า อำนาจมีอยู่ตรงจุดไหน อย่างไร ใครถือมันไว้ แต่เขากลับมองว่า อะไรที่ทำให้อำนาจนั้นแสดงตนออกมาได้ หรือ อำนาจนั้นมันทำงานอย่างไร อะไรคือโครงข่ายของอำนาจที่เขากล่าวถึง เเละเมื่อมีอำนาจเป็นตัวตั้ง จะต้องมีการใช้อำนาจเป็นตัวแปรตาม เเละจะยังต้องมีสิ่งที่ถูกกระทำด้วยอำนาจ หรือที่เรียกว่า ตัวชี้วัดผลการทำงานของอำนาจ นั่นคือ ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ หรือผู้ที่ถูกใช้อำนาจนั่นเอง

       แต่ทั้งนี้ อำนาจ ถ้าได้ถูกใช้โดยผู้นำที่มีศีลธรรม คุณธรรม อำนาจนั้นจะสร้างความผาสุขให้กับสังคมได้
      
       แต่ทว่า อำนาจ ที่ถูกใช้โดยผู้ที่ไม่สมควร หรือ ผู้นำที่ไม่มีคุณธรรมนั้นเเล้ว อำนาจนั้นก็จะส่งผลรา้ยแก่สังคม เเละสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่อยู่ใต้อำนาจนั้นเอง


      ด้วยเหตุนี้การมีตัวตนของอำนาจที่ไม่ดี จึงย่อมนำมาสู่ การต้านทานอำนาจ ของผู้ที่เดือดร้อน จึงนำมาสู่ วาทกรรม ที่ว่า

                                          "ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นมีการต่อสู้"



นั่นแสดงให้เห็นว่า อำนาจทุกๆอำนาจที่เคยมีมาบนโลกเรานั้น ส่วนใหญ่ส่งผลร้า้ยต่อสังคม สภาวะเศรษฐกิจ เเละบทบาททางการเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นตัวชับเคลื่อนของอำนาจที่จะทำให้อำนาจนั้นส่งผลดีหรือส่งผลร้า้ยต่อสังคมของเราได้นั่นเอง

    เพราะผู้นำส่วนใหญ่มักจะนำอำนาจมาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของสาธารณะ นั่นเอง