16 มิ.ย. 2560

การวิจัยแบบไม่มีส่วนร่วม (Non participative)

การวิจัย/สังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Non participative)

     การวิจัยแบบไม่มีส่วนร่วมหรือสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Nonparticipative Obsevation) เป็นการสังเกตการณ์ที่ผู้วิจัยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นโดยเสมือนการเป็รคนข้างนอก

 แต่ทั้งนี้
 การวิจัยแบบไม่มีส่วนร่วมหรือสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Nonparticipative Obsevation) นั้นจะเป็นลักษณะของการเก็บข้อมูลด้วยการสังเกตจากภายนอก เพื่อไม่ให้กลุ่มข้อมูลนั้นรู้ตัว เจตนาเพื่อต้องการให้ได้ข้อมูลในลักษณะที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ไร้การเจือปนของการรู้สึก ปรุงแต่งข้อมูล

     โดยการวิจัยแบบไม่มีส่วนร่วมหรือสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม (Nonparticipative Obsevation) นั้นจึงเป็นการเก็บข้อมูลในลักษณะตรงกันข้ามกับการสังเกตการณ์หรือการวิจัยแบบมีส่วนร่วม เเละความตรงกันข้ามของการสังเกตการณ์ทั้ง 2 ประเภทนี้นั้น จึงมักนำข้อมูลทีึ่ได้มาทำการเปรียบเทียบข้อมูลเพื่อหาความแตกต่างระหว่างการได้ข้อมูลจากการรู้ตัวของกลุ่มข้อมูล เเละการไม่รู้ตัวของกลุ่มข้อมูล

อาทิเช่น
การตรวจสอบข้อมูลของ พฤติกรรม การปฏิบัติ ของมนุษย์ในสังคม เพราะโดยสามัญสำนึกนั้นการรู้ตัวหรือตื่นตัวย่อมทำใมห้เกิดข้อมูลที่มีการปรุงแต่งเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตน องค์กร หรือภาพรวมของสิ่งที่เกี่ยวข้องหรือสรา้งความเสียหายให้กับตนเองได้

ด้วยเหตุนี้การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมเเละไม่มีส่วนร่วมนั้นจึงเหมาะสมกับการเก็บข้อมูลด้านพฤติกรรม การแสดงออก เพื่อใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรงของการได้มาของข้อมูล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสอบความเที่ยงตรงของข้อมูลโดยวิธีการตรวจสอบสามเส้าด้านข้อมูลนั่นเอง


16/6/2560/8.28 น.

15 มิ.ย. 2560

การวิจารณ์ เเละ โครงสร้าง

การวิจารณ์ เเละ โครงสร้าง

ในการวิเคราะห์ วิจารณ์ งานที่เกี่ยวข้องกับสัญญะวิทยา (Semiology) นั้น จักต้องมีกลวิธีในการปฏิบัติดังเช่นงานวิจัยทั่วไป เพียงทว่าการวิเคราะห์สัญญะวิทยานั้นจะมีวิธีการที่แตกต่างออกไป คือ มีกระบวนการที่เป็นขั้นตอนที่ใช้ในการสร้างกระบวนการสร้างแนวคิดให้กับตัวผู้วิเคราะห์/วิจารณ์ แยกย่อยไปตามส่วนประกอบต่างๆจากมหภาคไปสู่จุลภาค เพื่อสร้างกรอบแนวความคิดในการวิเคราะห์/วิจารณ์ ที่มีพื้นฐานมาจากส่วนประกอบต่างๆของเป้าหมายที่ต้องการวิเคราะห์ ดังนี้

การวิจารณ์ / การวิเคราะห์เนื้อหา
 
พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว (2545) กล่าวว่า การวิเคราะห์เนื้อหาเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่เน้นที่ตัวเนื้อหา หรือ “สาร” เป็นหลัก เนื่องจากในตัวสารจะมีข้อความสำคัญที่สื่อมวลชนต้องการจะสื่อไปยังผู้รับสาร ได้แยกส่วนประกอบในการวิเคราะห์เนื้อหาออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
1) คำคำแต่ละคำ หรือศัพท์แต่ละศัพท์ถือเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดในเนื้อหา การนับแล้วบันทึกจำนวนคำปรากฏบ่อยๆในเนื้อหาจะทำให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของสื่อมวลชนในการส่งสารนั้นไปยังผู้ชมได้
2) อรรถบท หรือแก่นความคิดหลัก หมายถึงประเด็นของเรื่องหรือจุดมุ่งหมายของสารนั้นๆ อาจจะมีอรรถบทเดียวหรือหลายอรรถบทก็ได้ในการจดบันทึกอรรถบทที่ปรากฏนั้นยากกว่าการบันทึกคำ เพราะอรรถบทไม่ได้มีการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนเช่นคำ จึงต้องใช้ความเข้าใจและการตัดสินใจของผู้วิจัยในการแยกแยะ
3) ตัวละคร การจดบันทึกตัวละครหมายถึง การบันทึกสถานภาพ ลักษณะหรือบทบาทของตัวละคร เช่น สถานภาพทางเศรษฐกิจ สถานภาพทางชาติพันธุ์ เป็นต้น
4) ประโยคหรือย่อหน้าประโยคแต่ละประโยคหรือย่อหน้าแต่ละย่อหน้าในเนื้อหานั้นย่อมประกอบด้วยคำหลายคำ หรือบางครั้งอาจประกอบไปด้วยหลายอรรถบท ดังนั้นในการบันทึกอาจทำให้เกิดความสับสน ดังนั้น ในบางกรณีอาจเลือกการใช้คำเป็นหน่วยวิเคราะห์จะดีกว่า เพราะจะได้ไม่ต้องเกิดความสับสน 
5) ข้อกระทง คือ เรื่องราวทั้งหมดของเนื้อหาแต่ละชิ้นว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร เช่น สงคราม ศาสนา เศรษฐกิจ เป็นต้น


สิน พันธุ์พินิจ (2549) ให้แนวทางในการวิเคราะห์เนื้อหาไว้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างมีระบบ และมีทฤษฎีสนับสนุนเพื่อสร้างข้อสรุป โดยต้องประกอบไปด้วยขั้นตอน 4 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ 
1. การให้คำนิยามลักษณะเฉพาะของเนื้อหาที่น่าสนใจ พร้อมกับพิจารณาจำแนกประเภทของเนื้อหาหรือประเด็นบนพื้นฐานของทฤษฎี 
2. การกำหนดกฎเกณฑ์สำหรับคัดเลือก และบันทึกลักษณะของเนื้อหา 
3. การเลือกหน่วยวิเคราะห์ ซึ่งอาจเป็นกิจกรรม ถ้อยคำ ข้อความ เป็นต้น 
4.  การอ่านข้อมูลและบันทึกความถี่ของประเด็นในเนื้อหาโดยการนับความถี่ของประเด็นในเนื้อหามีอยู่ 2 ลักษณะ คือ 
    1. การนับความถี่ของประเด็นที่มีหรือไม่มี จะทำให้ทราบอัตราของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 
    2. การนับจำนวนเวลาที่เกิดขึ้นของประเด็นเนื้อหา จะทำให้ทราบถึงความหนักแน่นและความสำคัญของประเด็นการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงสัญญะ

สืบเนื่องจาก "การวิจารณ์ / การวิเคราะห์เนื้อหา" ข้างต้นนั้นทำให้ทราบได้ว่าส่วนประกอบต่างๆที่แยกย่อยออกมานั้นคือองค์ประกอบของขั้นตอนในการวิจารณ์/วิเคราะห์เนื้อหา แต่ทว่าในการวิเคราะห์บทภาพยนตร์ หนังสั้น สื่อโฆษณา นั้นต่างต้องมีโครงสรา้งของการวิจารณ์อย่างเป็นรูปแบบที่ชัดเจนเเละแยกแยะองค์ประกอบออกมาจากสื่อ 
ด้วยเหตุนี้ กุหลาบ มัลลิกะมาศ (2540) จึงได้แยกย่อยองค์ประกอบของโครงสร้าง การเล่าเรื่องภาพยนตร์ วรรณกรรม เพื่อการวิเคราะห์/วิจารณ์ ได้ดังนี้


โครงสร้างของการวิจารณ์
      แนวคิดโครงสร้างการเล่าเรื่องของภาพยนตร์ (กุหลาบ มัลลิกะมาศ (2540) ประกอบไปด้วย
1) โครงเรื่อง (Plot) คือ ลำดับหรือทิศทางของการดำเนินเรื่องที่มีการกำหนดเอาไว้เป็นกรอบของเหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องที่ดำเนินตั้งแต่ต้นจนจบเป็นลำดับเหตุการณ์หรือพฤติกรรมของตัวละครหรือเป็นการดำเนินกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง โครงเรื่องเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของภาพยนตร์โดยปกติจะมีการลำดับเหตุการณ์ในการเล่าเรื่องไว้ 5 ขั้นตอน ได้แก่
1.การเริ่มเรื่อง (Exposition) การเริ่มเรื่องเป็นการชักจูงความสนใจให้ติดตามเรื่องราว มี
การแนะนำตัวละครฉากหรือสถานที่อาจมีการเปิดประเด็นปัญหาหรือเผยปมขัดแย้งเพื่อ
ให้เนื้อเรื่องชวนติดตาม การเริ่มเรื่องไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับเหตุการณ์อาจเริ่มเรื่อง
จากตอนกลางเรื่อง หรือย้อนจากตอนท้ายเรื่องไปหาต้นเรื่องก็ได้
2.การพัฒนาเหตุการณ์ (Rising Action) คือ การที่เรื่องราวดำเนินไปอย่างต่อเนื่องแล
สมเหตุสมผลปมปัญหาหรือข้อขัดแย้งเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตัวละครอาจมีควา
ลำบากใจหรือเกิดสถานการณ์ที่มีความยุ่งยากขึ้นในเรื่อง
3. ภาวะวิกฤติ (Climax) คือ เหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของเรื่อง จะเกิดขึ้นเมื่อเรื่องราว
กำลังถึงจุดแตกหัและตัวละครอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ
4. ภาวะคลี่คลาย (Falling Action) คือ สภาพหลังจากที่จุดวิกฤติได้ผ่านพ้นไปแล้วเงื่อน
           งำและประเด็นปัญหาได้รับการเปิดเผยหรือข้อขัดแย้งได้รับการขจัดออกไป 
          5. การยุติเรื่องราว (Ending) คือ การสิ้นสุดของเรื่องราวทั้งหมด การจบอาจหมายถึง
           ความสูญเสียอาจจบแบบมีความสุขหรือทิ้งท้ายไว้ให้ขบคิดก็ได้


2) แก่นเรื่อง (Theme) คือ ความคิดหลักในการดำเนินเรื่องซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการเล่าเรื่องเพื่อให้มีความเข้าใจถึงแก่นความคิดหลักของผู้เล่า อาจเป็นแก่นเรื่องที่เกี่ยวกับความรัก ศีลธรรม เรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ เรื่องอำนาจ เป็นต้น ซึ่งแก่นเรื่องจะมีความแตกต่างกันไปตามโครงสร้างที่ต้องการนำเสนอ


3) ความขัดแย้ง (Conflict) คือ เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของเรื่องที่สร้างปมปัญหาให้กับตัวละคร เพื่อหาหนทางแก้ปัญหาความขัดแย้งจะทำให้เห็นพัฒนาการของเหตุการณ์และพฤติกรรมของตัวละครความสำคัญของความขัดแย้งที่มีต่อโครงเรื่องคือ เป็นสิ่งที่ทำให้เรื่องราวดำเนินไปอย่างมีทิศทาง หากเรื่องใดมีความขัดแย้งที่สมเหตุผลมีที่มาที่ไปแน่นอน เรื่องราวนั้นๆก็จะดำเนินไปอย่างน่าเชื่อถือและสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ 
    1) ความขัดแย้งระหว่างบุคคล
    2) ความขัดแย้งภายในจิตใจ
    3) ความขัดแย้งกับพลังภายนอก แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ความขัดแย้งภายในจิตใจ

2. ความขัดแย้งกับพลังภายนอก



4) ตัวละคร (Character) คือ ผู้ทำหน้าที่เดินเนื้อหาพาเรื่องราวไปสู่จุดจบของเรื่อง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง ที่เป็นมนุษย์และที่ ไม่ใช่มนุษย์ อาจเป็นสัตว์ หรือสิ่งของก็ได้ โดยขึ้นอยู่กับผู้นำเสนอเรื่องต้องการจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร นอกจากนี้ยังหมายถึง บุคลิกลักษณะของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาหรืออุปนิสัยใจคอของตัวละครด้วย โดยตัวละครแต่ละตัวจะต้องมีองค์ประกอบ 2 ส่วนเสมอ นั่นคือส่วนที่เป็นความคิด (Conception) และส่วนที่เป็นพฤติกรรม (Presentation) 
ปกติตัวละครในภาพยนตร์จะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ ตัวละครเอก ตัวละครร้าย และตัวละครประกอบ  มีรายละเอียด ดังนี้

- ตัวละครเอก (protagonist) จะเป็นศูนย์กลางของโครงเรื่องของภาพยนตร์ทั้งหมดเพราะเป็นตัวละครที่ร้อยเรื่องราวต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อแสดงให้เห็นแก่นของเรื่อง
-   ตัวละครร้าย (antagonist) จะเป็นตัวละคร หรือเป็นสิ่งที่ขู่เข็ญตัวละครเอกและทำให้เกิดความขัดแย้งกับตัวละครเอก ตัวละครร้ายอาจจะเป็นทั้งตัวละครที่เป็นสิ่งมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็ได้
-    ตัวประกอบอื่นๆ เป็นตัวละครที่ใส่เข้ามาไว้ในเรื่องเพื่อให้เรื่องดูสมจริงยิ่งขึ้น 


ฟีลิปดา (2548) กล่าวว่าลักษณะของตัวละครแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะโดยจะสังเกตได้จากการกระทำของตัวละครที่โต้ตอบกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการพูดคุยกับตัวละครตัวอื่นๆ ในเรื่อง หรือจากความคิดของตัวละครที่พูดกับตนเอง โดยตัวละครทั้ง 2 ลักษณะนั้น  ได้แก่

- ตัวละครแบบมีมิติ (Round character) เป็นตัวละครที่มีหลากหลายคุณสมบัติและอารมณ์มีจุดเด่นจุดด้อยมีความซับซ้อนและมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม หรือความคิดหลังจากที่ได้ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องเป็นลักษณะของตัวละครที่ค่อนข้างมีความสมจริง
-  ตัวละครแบบแบน (flat character) เป็นตัวละครที่บุคลิกไม่ซับซ้อน อาจมีเพียงมิติเดียว มักใช้เป็นลักษณะของตัวละครประกอบที่ไม่สำคัญ



5) ฉาก (Setting) เป็นองค์ประกอบหนึ่งของภาพยนตร์เนื่องจากการเล่าเรื่องในภาพยนตร์ คือ การถ่ายทอดเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันและเหตุการณ์ต่างๆจะเกิดขึ้นโดยปราศจากสถานที่มิได้ดังนั้นฉากจึงมีความสำคัญเพราะทำให้มีสถานที่รองรับเหตุการณ์ต่างๆของเรื่องนอกจากนี้ฉากยังมีความสำคัญในแง่ที่สามารถบ่งบอกความหมายบางอย่างของเรื่องมีอิทธิพลต่อความคิดหรือการกระทำของตัวละครได้อีกด้วยเพราะตัวละครที่มีต้นกำเนิดหรืออาศัยอยู่ในสถานที่ต่างกันก็ย่อมมีบุคลิกและทัศนคติที่แตกต่างกันฉากแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. ฉากที่เป็นธรรมชาติ ได้แก่ สภาพแวดล้อมธรรมชาติที่แวดล้อมตัวละคร เช่น ป่าไม้ ทุ่งหญ้า ลำธาร หรือ บรรยากาศค่ำเช้าในแต่ละวัน

2. ฉากที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ ได้แก่ ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่มนุษย์มีไว้เพื่อใช้สอย

3. ฉากที่เป็นช่วงเวลาหรือยุคสมัย

4. ฉากที่เป็นการดำเนินชีวิตของตัวละคร

5. ฉากที่เป็นสภาพแวดล้อมเชิงนามธรรม




6) สัญลักษณ์พิเศษ (Symbol) คือ ลักษณะการเล่าเรื่องในภาพยนตร์มักมีการใช้สัญลักษณ์พิเศษ (Symbol) เพื่อสื่อความหมายอยู่เสมอสำหรับสัญลักษณ์พิเศษในภาพยนตร์ที่ใช้ในการสื่อความหมายนั้นประกอบไปด้วย สัญลักษณ์ทางภาพ และสัญลักษณ์ทางเสียง
1. สัญลักษณ์ทางภาพ คือ องค์ประกอบของภาพยนตร์ที่ถูกนำเสนอซ้ำๆ อาจเป็นวัตถุ สถานที่ หรือสิ่งมีชีวิตทั้งที่เป็นตัวบุคคลหรือสัตว์ก็ได้สัญลักษณ์อาจเป็นภาพเพียงภาพเดียวหรือเป็นกลุ่มของภาพที่เกิดจากการตัดต่อ 

2. สัญลักษณ์ทางเสียง คือ เสียงต่างๆที่ถูกใช้เพื่อแสดงความหมายอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบความหมายหรือเพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของตัวละครไม่ใช่การใช้อารมณ์ร่วมกับตัวละครและเรื่องราวของภาพยนตร์  เป็นต้น




7) มุมมองในการเล่าเรื่อง (Point of view) คือ การมองเหตุการณ์  การเข้าใจพฤติกรรมของตัวละครตัวใด  ตัวหนึ่ง หรือหมายถึง การที่ผู้เล่ามองเหตุการณ์จากวงในใกล้ชิด หรือจากวงนอกในระยะห่างๆ ซึ่งแต่ละจุดยืนมีความน่าเชื่อถือแตกต่างกันจุดยืนในการเล่าเรื่องมีความสำคัญต่อการเล่าเรื่องอย่างยิ่งเพราะจุดยืนจะมีผลต่อความรู้สึกของผู้ชมและมีผลต่อการชักจูงอารมณ์ของผู้เสพเรื่องเล่ามุมมองในการเล่าเรื่องแบ่งออกเป็น  4  ประเภท คือ
1) เล่าเรื่องจากจุดยืนบุคคลที่หนึ่ง (The first-Person Narrator)

2) เล่าเรื่องจากบุคคลที่สาม (The Third-Person Narrator)

3) การเล่าเรื่องจากจุดยืนที่เป็นกลาง (The Objective Narrator)

4) การเล่าเรื่องแบบรู้รอบด้าน (The Omniscient Narrator)




การวิจัยแบบไม่มีส่วนร่วม (Non participative)

การวิจัย/สังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ( Non participative )      การวิจัยแบบไม่มีส่วนร่วมหรือสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม ( Nonparticipat...