3 ม.ค. 2560

ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ (โธมัส อาร์.ดาย (Thomas R. Dye))

1.ตัวแบบสถาบัน (Institutional Model)
         โธมัส อาร์.ดาย มองว่านโยบายเป็นผลผลิตของสถาบันหมายความว่านโยบายสาธารณะถูกกำหนดขึ้นจากสถาบันหลักของรัฐผู้วิเคราะห์ต้องทำความเข้าใจว่าในประเทศนั้นๆมีสถาบันใดบ้างเป็นสถาบันหลักสถาบันเหล่านี้มีหน้าที่อย่างไร
ตัวอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยระบบประธานาธิบดีสถาบันสำคัญมีสามฝ่ายคือฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ การศึกษาจากตัวแบบนี้จะดูว่าสถาบันของทั้งสามฝ่ายมีบทบาทเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะอย่างไรมีการตรวจสอบถ่วงดุลกันอย่างไรการนำตัวแบบสถาบันไปวิเคราะห์นโยบายสาธารณะใดก็ตามต้องหาคำตอบให้ได้ว่านโยบายนั้นมีสถาบันใดเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดนโยบายสถาบันใดรับผิดชอบนำนโยบายนั้นไปปฏิบัติสถาบันใดทำหน้าที่บังคับใช้นโยบายในสังคมเช่นสภาผู้แทนราษฎรออก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถหน่วยงานที่รับผิดชอบในการนำนโยบายไปปฏิบัติคือกรมการขนส่งกรมการประกันภัย หน่วยงานที่บังคับใช้คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

2. ตัวแบบกระบวนการ (Process Model)
โธมัสอาร์.ดายมองว่านโยบายสาธารณะเป็นกิจกรรมทางการเมืองเนื่องจากในทุกๆขั้นตอนของกระบวนการนโยบายจะมีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เช่น
-  การระบุปัญหาเป็นการศึกษาว่าในขณะนี้ประชาชนประสบปัญหามีความเดือดร้อนเรื่องอะไรบางครั้ง
ข้าราชการประจำจะทำหน้าที่ในส่วนนี้ ลงพื้นที่เพื่อดูว่าประชาชนเดือดร้อนเรื่องอะไรบ้าง
-  การกำหนดเป็นวาระสำหรับการตัดสินใจ ในความเป็นจริงปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชนมีมากมาย
เมื่อปัญหาหนึ่งได้รับการแก้ไขปัญหาหนึ่งก็เกิดขึ้นตามมาและในบรรดาปัญหาหลากหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันจำเป็นเร่งด่วนพอๆกันแต่งบประมาณในการแก้ไขปัญหามีจำกัดจึงจำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญของปัญหาในขั้นนี้การเมืองก็เข้ามาเกี่ยวข้อง
-  การกำหนดข้อเสนอนโยบายเมื่อปัญหาได้รับการยอมรับจะถูกนำมาพิจารณาว่ามีแนวทางแก้ไข
ปัญหาได้กี่แนวทางเรียกว่าข้อเสนอ/ทางเลือกนโยบายที่มีอยู่หลายทางเลือกโดยหลักการแล้วจะต้องวิเคราะห์แต่ละทางเลือกว่ามีประโยชน์อย่างไร
-  การอนุมัตินโยบายทางเลือก/ข้อเสนอนโยบายที่ให้ประโยชน์สูงสุดจะถูกอนุมัติออกมาเป็นนโยบาย
การที่ทางเลือก/ข้อเสนอใดจะได้รับเลือกย่อมมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง
-  การดำเนินนโยบาย นโยบายที่ได้รับการอนุมัติจะถูกนำไปปฏิบัติ มีส่วนราชการและข้าราชการประจำ
เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งเราพบความจริงเสมอว่าในขั้นนี้หลายครั้งที่ข้าราชการการเมืองเข้ามาแทรก แซงการทำงานของข้าราชการประจำที่เรียกกันว่า “ล้วงลูก”
-  การประเมินผลนโยบาย เมื่อดำเนินนโยบายแล้วเสร็จต้องประเมินผลนโยบายเพื่อจะรับทราบว่าการ
ดำเนิน นโยบายดังกล่าวบรรลุวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด ข้อมูลที่ได้จากการประเมินผลจะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อการตัดสินใจต่อไปว่านโย บายนั้น ๆ ควรได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป ควรปรับปรุงแก้ไขอย่างไร หรือควรยุติแล้วกำหนดนโยบายอื่นออกมาก ขั้นนี้การเมืองก็เข้าไปเกี่ยวข้องแทรกแซง เช่น ให้ประเมินผลออกมาในทางบวกว่าประชาชนพึงพอใจมากที่สุด
ด้วยเหตุนี้ โธมัส อาร์.ดาย จึงมองว่านโยบายสาธารณะเป็นกิจกรรมทางการเมือง ในกระบวนการนโยบายทุกขั้นตอนมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอถ้านักศึกษาจะนำตัวแบบกระบวนการไปวิเคราะห์นโยบายสาธารณะต้องพิจารณาว่าในกระบวนการนโยบายแต่ละขั้นตอนมีการดำเนินการใดการเมืองเข้าไปยุ่งเกี่ยวในลักษณะใดการนำตัวแบบกลุ่มไปวิเคราะห์นโยบายสาธารณะจะต้องสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่านโยบายนั้นเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมและนโยบายที่ออกมานั้นชี้ให้เห็นว่ากลุ่มใดที่มีอิทธิพลมากกว่ากลุ่มอื่น เช่น พาดหัวข่าว “ห้ามยักษ์ค้าปลีกรุกชุมชน โชห่วยลั่น 15 วันต้องแก้” เป็นการขัดแย้งกันในผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มค้าปลีกกับกลุ่มโชห่วย ต้องดูว่ารัฐบาลตัดสินใจออกมาในลักษณะใด เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดมากกว่า

3. ตัวแบบกลุ่ม (Group Model) 
โธมัส อาร์.ดาย มองว่า นโยบายสาธารณะคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงดุลยภาพระหว่างกลุ่ม ในสังคมมีกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการหลากหลาย ผู้กำหนดนโยบายพยายามประนีประนอมผลประโยชน์ของกลุ่มต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่บางครั้งกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มมีพลังการต่อรองมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ทำให้นโยบายสาธารณะถูกกำหนดมาเอนเอียงไปหาผลประโยชน์ของกลุ่มนั้น ลองนึกภาพแม่ค้าใช้คานหาบของ ถ้าตะกร้าสองใบหนักไม่เท่ากันตัวแม่ค้าจะต้องเข้าใกล้ตะกร้าใบที่หนักกว่า เพื่อน้ำหนักจะได้สมดุล นโยบายสาธารณะก็เช่นเดียวกันที่ต้องเอนเอียงไปหาผลประโยชน์ของกลุ่มที่มี พลังต่อรองมากกว่า เช่น กลุ่มนายทุนเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างที่จอดรถกลางเมือง ในขณะที่กลุ่มอนุรักษ์เรียกร้องให้รัฐบาลสร้างสวนสาธารณะ กลุ่มนายทุนมีอิทธิพลมากกว่ากลุ่มอนุรักษ์รัฐบาลก็ต้องสร้างที่จอดรถ แต่ถ้าเหตุการณ์เปลี่ยนกลุ่มอนุรักษ์มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นเท่า ๆ กับกลุ่มนายทุนรัฐบาลก็ต้องเปลี่ยนนโยบายเพื่อประสานประโยชน์ทั้งสองกลุ่ม ให้ได้ เช่น บนดินเป็นสวนสาธารณะใต้ดินเป็นที่จอดรถ เกิดความสมดุลระหว่างกลุ่ม (Group Equilibrium)

4. ตัวแบบผู้นำ (Elite Model) 
โธมัส อาร์.ดาย มองว่า นโยบายสาธารณะสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการหรือรสนิยมของผู้นำ (ไม่ใช่ความต้องการของประชาชน) ผู้นำ (Elite) เป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ในสังคมที่มีอำนาจทางการเมือง แต่ประชาชนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่กลับไม่มีอำนาจทางการเมืองดังนั้นผู้นำจะกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์หรือตอบสนองความต้องการของผู้นำ แล้วสั่งการลงมาสู่ข้าราชการให้ทำหน้าที่นำนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผล ผลของการดำเนินนโยบายจะตกอยู่กับประชาชนในลักษณะของ Top Down โดยประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมใดๆเลยเช่น ภาพยนตร์ไทยเรื่องโหมโรงสะท้อนให้เห็นการกำหนดนโยบายตามตัวแบบผู้นำ เมื่อผู้นำทางการเมืองห้ามการเล่นดนตรีไทย ห้ามแสดงลิเกในที่สาธารณะ แต่ประชาชนอยากจึงแสดงกันแบบหลบๆ ซ่อนๆ นโยบายนี้จึงไม่ได้สะท้อนความต้องการของประชาชนเป็นเพียงความต้องการของผู้ นำเท่านั้น
             นโยบายที่กำหนดออกมาจากความต้องการของผู้นำฝ่ายเดียวไม่สนใจความต้องการของ ประชาชนจะทำให้นโยบายนั้นถูกต่อต้านเป็นระยะๆ เช่น โครงการท่อก๊าซ หรือการก่อสร้างประตูระบายน้ำลำน้ำปิงที่คัดค้านกันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว นโยบายนี้เกิดจากการประชุมรัฐมนตรีนอกสถานที่ที่เชียงใหม่แล้วที่ประชุมยก ปัญหาน้ำท่วมเชียงใหม่ขึ้นมา พื้นที่ที่จะก่อสร้างเป็นพื้นที่ของเมืองโบราณเวียงกุมกามที่กำลังเสนอให้ เป็นมรดกโลก ถ้าดำเนินการก่อสร้างก็จะไปขัดกับ พ.ร.บ.โบราณสถาน แต่ ครม.กลับอนุมัติโครงการออกมาโดยที่ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมรู้เห็น เลย แถมมีเบื้องลึกว่ามีนักธุรกิจสร้างรีสอร์ทอยู่ต้นน้ำ การมีฝายกั้นน้ำเป็นระยะ ๆ ทำให้เรือบรรทุกนักท่องเที่ยวไปถึงรีสอร์ทไม่สะดวกจำต้องรื้อฝาย

5. ตัวแบบมีเหตุผล (Rational Model) 
โธมัส อาร์.ดาย มองว่า นโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงผลประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม นโยบายสาธารณะใด ๆ ก็ตามที่ถูกกำหนดขึ้นมาต้องเป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดในทุกๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทุกกลุ่มในสังคม เช่น
             1) ปัจจัยนำเข้าที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจ ผู้ตัดสินใจต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรทั้งหมด ต้องรู้ว่ามีทรัพยากรทั้งหมดมีจำนวนเท่าไหร่ เป็นประเภทใดบ้าง ต้องมีข้อมูลครบถ้วนทุกประเภท อย่างนักศึกษาตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคันเบื้องต้นต้องรู้ว่าตัวเองมีเงินเท่า ไหร่ รวมเงินบำรุงรักษารถยนต์ตลอดอายุการใช้งานด้วย มีข้อมูลรถยนต์ที่ต้องการจะซื้อตามสเป็ก หาข้อมูลให้ครบทุกยี่ห้อ
             2) ในกระบวนการตัดสินใจต้องกำหนดเป้าหมายที่สมบูรณ์ในการดำเนินงาน ต้องรู้ว่าประชาชนมีปัญหาอะไรบ้างต้องรู้ครบทุกปัญหา การแก้ไขปัญหาเหล่านั้นมีเป้าหมายอย่างไรบ้าง และต้องให้ค่าน้ำหนักเพื่อจะทราบว่าปัญหาใดมีความสำคัญมากน้อยกว่ากันอย่าง ไร ขั้นตอนนี้ถือเป็นความยากที่จะรู้ปัญหาของประชาชนทุกปัญหา ยิ่งการให้ค่าน้ำหนักยิ่งยากที่จะบอกว่าปัญหาใดสำคัญกว่ากัน ปัญหาหนึ่ง ๆ จะสำคัญแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่
             3) กำหนดค่านิยมและทรัพยากรอื่น ๆ ให้ครบพร้อมให้ค่าน้ำหนัก เช่น ความเชื่อ วัฒนธรรม การให้ค่าน้ำหนักคือการจัดลำดับความสำคัญเพื่อจะดูว่าอะไรสำคัญมากน้อยกว่า กัน
             4) เตรียมทางเลือกในการแก้ไขปัญหาให้ครบทุกทางเลือก
             5) คาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้น ค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในแต่ละทางเลือก
             6) คำนวณผลสุดท้ายของแต่ละทางเลือก
           7) เปรียบเทียบผลของแต่ละทางเลือก เลือกทางเลือกที่เกิดผลประโยชน์สูงสุด ทางเลือกนี้จะถูกนำไปกำหนดเป็นนโยบายสาธารณะ
             แต่ในทางปฏิบัติจริงการดำเนินการในลักษณะเหล่านี้ต้องใช้เวลานานมาก แค่เราจะซื้อรถยนต์สักคันคงไม่คิดมากขนาดนี้ เรามักจะมีตัวเลือกอยู่ในใจอยู่แล้วแค่หาข้อมูลมาประกอบเพื่อบ่งชี้ว่าเรา ได้เลือกแล้ว หรือการดำเนินงานในส่วนราชการ เช่น คัดเลือกบุคลากรไปดูงานต่างประเทศ ถ้าใช้ Rational Model ก็ต้องมีเกณฑ์คุณสมบัติ ดูว่าผู้ที่เข้าเกณฑ์เหล่านี้มีใครบ้างให้มาสอบแข่งขันกันเพื่อหา The Best ที่จะได้รับทุน แต่ในความเป็นจริงไม่ได้ทำแบบนี้ การตัดสินใจตามตัวแบบมีเหตุมีผลทำได้ยาก เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย บางครั้งผู้วิเคราะห์อาจไม่มีความรู้เพียงพอในการวิเคราะห์ แต่ถ้าทำได้จะดีมากเพราะทุกอย่างได้ผ่านการกลั่นกรอง วิเคราะห์ พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

6. ตัวแบบส่วนเพิ่ม (Incremental Model)  หรือตัวแบบเฉพาะส่วนที่เปลี่ยนแปลง
โธมัสอาร์.ดายมองว่านโยบายสาธารณะคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินการในอดีตการกำหนดนโยบายมักจะนำนโยบายในอดีตมาเป็นเกณฑ์ เมื่อก่อนทำอะไรก็ปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไขออกมาเป็นนโยบายใหม่ ในทางวิชาการมองว่าตัวแบบส่วนเพิ่มเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ดี เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคไม่ใช่นโยบายใหม่แต่เป็นการแต่งตัวใหม่เพราะในอดีตรัฐบาลมีนโยบายด้านสุขภาพอยู่แล้วแค่นำมาดัดแปลงแล้วนำเสนอในชื่อใหม่เท่านั้น
การใช้ตัวแบบส่วนเพิ่มในการวิเคราะห์นโยบายจะต้องดูว่านโยบายที่กำลังวิเคราะห์อยู่นี้เคยมีมาแล้วในอดีตหรือไม่ ถ้ามีในอดีตมีลักษณะใด นำมาปรับปรุง เพิ่มเติม แก้ไขออกมาเป็นนโยบายใหม่อย่างไรตัวแบบส่วนเพิ่มมีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติมากกว่าเพราะไม่ต้องศึกษาหาข้อมูลกันใหม่ทั้งหมดและเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองที่ดีเนื่องจากการกำหนดนโยบายใหม่ ๆ ออกมาเลยอาจทำให้เกิดการคัดค้านต่อต้าน แต่ถ้าดัดแปลงจากของเดิมค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เคยทำมาแล้วการคัดค้านจะมีน้อยกว่า ประชาชนยอมรับได้ง่ายขึ้น

7. ตัวแบบทฤษฎีเกม (Game Theory Model) 
โธมัส อาร์.ดายมองว่านโยบายสาธารณะที่ถูกกำหนดออกมาเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการแข่งขันอย่างในการเล่นเกมต้องมีผู้เล่นสองฝ่ายขึ้นไปเราไม่อาจรู้ได้ว่าคู่แข่งของเราคิดอะไรและจะทำอะไร ได้แต่คาดเดาว่าเขาน่าจะทำอย่างนั้นน่าจะทำอย่างนี้แล้วเราก็ตัดสินใจกำหนดนโยบายตามการคาดเดาดังกล่าวเป็นการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลแล้วแต่อาจทำให้เราแพ้หรือชนะก็ได้เพราะเราไม่รู้ว่าคู่แข่งคิดอะไรถ้าแพ้ก็เสียหายน้อยหน่อยเนื่องจากได้พิจารณามารอบคอบแล้ว เช่น การขับรถบนถนนเลนเดียวที่วิ่งสวนทางกันไม่ได้ เมื่อมีรถสองคันขับเข้ามาประจันหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างเดาใจกัน ถ้าเราลุยฝ่ายตรงข้ามหลบเราก็ชนะฝ่ายตรงข้ามแพ้แบบเสียหายน้อย ถ้าเราหลบฝ่ายตรงข้ามลุยเราแพ้แบบเสียหายน้อยถ้าต่างฝ่ายต่างหลบลงข้างทางทั้งคู่ก็เสียหายน้อย แต่ถ้าต่างคนต่างลุยย่อมเสียหายมหาศาลถึงขั้นบาดเจ็บล้มตายได้

8. ตัวแบบทางเลือกสาธารณะ (Public Choice Model) 
ในมุมมองของทฤษฎีทางเลือกสาธารณะมองว่าปัจเจกบุคคลแต่ละคนมีเหตุผลในความมีเหตุผลทุกคนย่อมแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดให้กับตนเองนักการเมืองอยากได้ชัยชนะในการเลือกตั้งผู้บริโภคอยากได้สินค้าและบริการที่ถูกที่สุดดีที่สุดข้าราชการอยากได้ชื่อเสียงเกียรติยศตำแหน่งตัวแบบทางเลือกสาธารณะจึงมองว่านโยบายสาธารณะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจร่วมกันโดยคำนึงถึงความต้องการของปัจเจกบุคคลจึงต้องเปิดทางเลือกหลายๆทางให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตัดสินใจเลือกในสิ่งที่ตรงความต้องการมากที่สุดด้วยความเชื่อที่ว่าทุกคนย่อมเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเองเช่นนโยบายถ่ายโอนภารกิจของรัฐบางภารกิจให้เอกชนดำเนินการมีเอกชนหลายหน่วยงานเข้ามาดำเนินการในภารกิจนั้นในรูปแบบที่หลากหลายทำให้ประชาชนได้เลือกใช้บริการรูปแบบที่ตรงใจตนเองมากที่สุด อย่างโทรศัพท์ก็มีหลายเครือข่ายให้เลือก

9. ตัวแบบระบบ (Systems Model) 
โธมัส อาร์.ดาย  มองว่า นโยบายสาธารณะเป็นผลผลิตของระบบปัจจัยนำเข้าอาจจะเป็นข้อเรียกร้องต้องการ (Demands) หรือการสนับสนุนจากประชาชน (Supports) จะถูกนำเข้าสู่ระบบการเมืองเพื่อกลั่นกรองแล้วตัดสินใจออกมาเป็นนโยบาย สาธารณะ ดังนั้นนโยบายสาธารณะจึงเป็นผลผลิตของระบบ ผลของนโยบายจะตกอยู่กับประชาชน โดยจะประเมินว่านโยบายดังกล่าวตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากน้อยเพียงใดจากFeedback ที่ย้อนกลับมา เช่น คนกรุงเทพฯ มีปัญหาการจราจรติดขัดอยากให้รัฐบาลสร้างถนนเพิ่มจากนั้นก็ประเมินผลว่าสร้างถนนแล้วการจราจรยังติดขัดอีกหรือไม่ ถ้ายังติดขัดอยู่ก็เป็น Feedback กลับเข้าสู่รัฐบาลอีกรอบหนึ่ง รัฐบาลก็ต้องคิดว่าควรแก้ไขหรือกำหนดนโยบายใดออกมาตัวแบบระบบสามารถนำไปวิเคราะห์ได้หลากหลายจนกลายเป็นตัวแบบอเนกประสงค์ แต่อาจารย์อยากให้ใช้ตัวแบบอื่นมากกว่าตัวแบบนี้ง่ายเกินไป
ทั้ง 9 ตัวแบบที่กล่าวไปจะให้คำตอบได้ว่าใครเป็นผู้กำหนดนโยบายสาธารณะ ใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนด บางตัวแบบใช้วิเคราะห์ได้บางนโยบาย เช่น ตัวแบบกลุ่ม ตัวแบบผู้นำ ตัวแบบส่วนเพิ่ม บางตัวแบบวิเคราะห์ได้ทุก ๆ นโยบาย เช่น ตัวแบบสถาบัน ตัวแบบกระบวนการ ตัวแบบระบบสามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางตัวแบบมีเหตุผลแทบจะใช้ไม่ได้เลยในสภาพความเป็นจริง



UTOPIAS-HETEROTOPIAS (มิติพื้นที่แบบยูโทเปีย - เฮเทอโรโทเปีย)

UTOPIAS-HETEROTOPIAS (มิติพื้นที่แบบยูโทเปีย-เฮเทอโรโทเปีย) 

"ยูโทเปีย" แสดงนัยของความสมบูรณ์ในแบบอุดมคติชื่อนี้ได้มาจากวรรณกรรมชื่อ Uthopia ของเซอร์ทอมัสมอร์เขียนเป็นภาษาละตินเมื่อค.ศ.๑๕๑๖และพรรณนาถึงเรื่องรัฐทางการเมืองที่สมบูรณ์ทุกอย่าง 
คำว่า uthopia เป็นการเล่นคำภาษากรีก outopia แปลว่า ไม่มีสถานที่ใด ๆ (no place) กับ eutopia แปลว่า สถานที่ที่ดี (good place) ศิลปะและวรรณกรรมไม่ได้ต้องการนำเสนอภาวะสมบูรณ์หรือพื้นที่ที่เป็นอุดมคติแบบยูโทเปียที่เป็นจริงเพียงในจินตนาการ ดังนั้นพื้นที่ของนักเขียนและศิลปินจะมีระดับ'ความจริงแท้' อยู่สูงมาก ศิลปะและวรรณกรรมปล่อยให้มีพื้นที่ว่างสำหรับ ความขัดแย้งและสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริงเสมอจึงมีแนวโน้มที่จะเดินคู่ขนานไปกับเส้นทางของสังคมที่มีดำรงอยู่จริง
วรรณกรรมและศิลปะสร้างและนำเสนอมิติแห่งพื้นที่แบบเฮเทอโรโทเปียเพราะวรรณกรรมพรรณนาถึงพื้นที่ที่มีอยู่แล้วแต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาที่จะแสดงออก'ความปรารถนาให้เป็นไปที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในโลกนี้ลงไปด้วย

Michel Foucault กล่าวว่า
"ยูโทเปียเป็นสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริงในที่ใดยูโทเปียเป็นสถานที่ที่จินตนาการขึ้นมาในลักษณะ 'แนวเทียบ' แบบตรงๆ หรือแบบสวนทางกันกับสังคมจริงยูโทเปียคือสังคมที่มีความสมบูรณ์ในตัวหรือไม่ก็สังคมที่ถูกกลับหัวกลับหาง ใหม่ แต่ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตามยูโทเปียคือพื้นที่ที่ไม่มีอยู่จริงเป็นหลัก อาจเป็นไปได้เช่นกันว่า ในทุกวัฒนธรรม และทุกอารยธรรมก็มีสถานที่ที่ดำรงอยู่จริงเช่นกันและตั้งอยู่ในส่วนที่เป็นฐานรากลึกสุดของสังคมเหมือนกับอะไรบางอย่างที่คอยถ่วงน้ำหนักหรือคานสังคมไว้สถานที่ในลักษณะนี้จะตั้งอยู่นอกพื้นที่ทั้งปวงถึงแม้ว่าอาจเป็นไปได้ที่จะระบุตำแหน่งในความเป็นจริงได้ก็ตามโดยเหตุที่สถานที่เหล่านี้มีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงจากสถานที่ทั้งปวงที่ อยู่ในความคิดหรือพูดถึง ผมจึงขอเรียกพื้นที่เหล่านี้ให้ตรงกันข้ามกับ 'ยูโทเปีย' ว่า 'เฮเทอโรโทเปีย' "

Foucault อธิบายว่า
เฮเทอโรโทเปีย'คือภาวะที่มีอำนาจสองขั้วร่วมกัน"เราอยู่ในยุคของการถึงพร้อมของหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ เราอยู่ในยุคของการเดินทางมาบรรจบกันของความแตกต่างเราอยู่ในยุคแห่งความใกล้และความไกลในยุคของการอยู่เคียงข้างกันและยุคของการแตกซ่านกระจัดกระจาย""มิติแห่งพื้นที่แบบเฮเทอโรโทเปียคือการปฏิเสธภาวะทางสังคมในทางใดทางหนึ่งและปฏิเสธสถานที่ที่อยู่ในกระแสหลักของสังคมเฮเทอโรโทเปียทำหน้าที่ฉายภาพ'ความน่าจะเป็น'ของพื้นที่ใหม่ที่แตกต่างกลับเข้าไปในสังคมโดยไม่มีช่องว่างระหว่างสังคมกับภาพในกระจกเงาเพราะพื้นที่ที่อยู่ระหว่างและข้าง ๆ ก็ถูกเติมใหม่จนเต็มด้วย""ความปรารถนาให้เกิดความเป็นไปในพื้นที่นั้นกำเนิดมาจากประสบการณ์ในสังคมความฝันและความปรารถนาเป็นผลผลิตโดยตรงของความเป็นจริงในตัวเราการสร้างภาพในความคิดทั้งที่เป็นแบบยูโทเปียและเฮเทอโรโทเปียมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสภาวะจริงของชีวิตที่ดำรงอยู่ไม่ว่าผลที่ปรากฏจะเป็นการปฏิเสธสังคมหรือความหวังที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น"



7 ม.ค. 2557

ทฤษฎีเกม (Game Theory)


            จากภาพยนต์ A Beautiful mind แนวคิดของ John Nash (Russel crow) เราจะได้เห็นถึงความคิดของแนช ที่คิดว่าการเจรจาต่อรองที่ทำให้ทั้งสองฝ่าย(คู่กรณี หรือ คู่ความ คู่แข่งขัน) นั้นสามารถเกิดผลที่ทำให้ทุกฝ่ายนั้นได้รับชับชนะได้ เเละสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริง ดังนั้น จึงเกิดเป็นแนวคิด/ทฤษฎีนี้ขึ้นมา

       ซึ่งแนวคิด/ทฤษฏีนี้ เกิดขึ้นจากฉากๆหนึ่งที่แนชนั้นได้พูดคุยกับบรรดาเพื่อนๆในบาร์แห่งหนึ่ง ที่ได้มีสาวสวยผมบลอนด์นางหนึ่งโผล่ขึ้นมาในฉากๆนั้น แนชพูดว่า

                "ถ้าเราแย่งกันจีบสาวผมบลอนด์เราก็จะขัดขากันเองเเละไม่มีใครได้เธอไป แล้วถ้าเราหันไปจีบเพื่อนๆของเธอสาวๆเหล่านั้นก็จะเชิดใส่เพราะไม่มีใครอยากเป็นตัวสำรองของใคร 

แต่ถ้าไม่มีใครจีบสาวผมบลอนด์นั่นก็จะเป็นการไม่ไปดูถูกสาวอื่นๆด้วยเเละเรา (ผู้แข่งขัน)ก็ไม่ขัดขากันเองเราทุกคนก็จะชนะ (ในที่นี้ผลลัพธ์หมายถึงการได้สาวไปครอบครองเพื่อขึ้นเตียง)"

     ในเนื้อหาท่อนที่แนชกล่าวนั้น ก่อให้เกิดเเนวคิดในการหาแนวทางให้ทุกฝ่ายนั้นได้รับชัยชนะโดยที่ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบฝ่ายใด ถ้าทุกฝ่ายต้องการเพียงแค่ผลลัพธ์ที่มิได้เจาะจงถึงที่มาของผลลัพธ์นั้นๆ ด้วยเหตุนี้เส้นทางของผลลัพธ์นั้นจึงมีความสำคัญน้อยกว่า ผล ที่ได้รับนั่นเอง


  ถ้าเปรียบได้กับการสงครามที่ในหลายๆสมรภูมินั้นต้องการเพียงแค่ผลลัพธ์ให้ได้มาซึ่งชัยชนะ เเต่มิได้คำนึงถึงผลของความสูญเสียหรือผลกระทบระหว่างเส้นทางของการได้รับชัยชนะนั้น  นั่นเท่ากับว่า การประลองศึกนั้นย่อมมีโอกาศเพลี่ยงพล้ำที่ส่งผลต่อความพ่ายแพ้ก็เป็นได้นั่นเองเพราะการคิดถึงผลลัพธ์มากเกินไป กลับทำให้พลาดโอกาสในการพลิกสถานการณ์ในบางช่วงจังหวะที่อาจจะก่อให้เกิดผลที่เปลี่ยนแปลง ผล ของสงครามนั้นๆได้


    แต่ถ้า การศึกนั้นไม่ได้ต้องการให้เกิดความสูญเสียทางไพร่พลนั้น ดังเช่นยุคของสงครามเย็นระหว่างรัสเซียกับอเมริกาหรือเกาหลีเหนือ เเละเกาหลีใต้ หรือ ไทยกับ กัมพูชา ความสูญเสียของไพร่พลจึงนับว่ามีค่าเป็นศูนย์ไปในทันที

  เพราะสิ่งที่จะเกิดความสูญเสียนั้นกลับกลายเป็นความสูญเสียในเชิงของการชิงความได้เปรียบทางการฑูตเเละข้อมูลข่าวสารการชิงไหวพริบของผู้นำประเทศคู่พิพาทนั้นๆเสียมากกว่าการชิงความได้เปรียบทางข้อมูลข่าวสารบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้คู่แข่งนั้นเกิดการประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด ทำให้คู่เเข่งเสียเวลาในการคัดกรองข่าวสารนั้นหรือเกิดการปั่นหัวของผู้คนในประเทศนั้นๆก่อให้เกิดการปฏิวัติหรือก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้ทำให้ฝ่ายที่ลงมือปฏิบัติก่อนเกิดความได้เปรียบเพราะสามารถสร้างความปั่นป่วนให้กับคู่แข่งหรือคู่ต่อสู้ได้ไม่มากก็น้อย 


    ดังนั้น จึงได้มี ทฤษฎี H.M.L เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรอง เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับสนับสนุนในการตั้งค่าของการเจรจาต่อรองเพื่อลดทอนการสูญเสียของตนให้มากที่สุด
      การเจรจาต่อรอง หมายถึง กระบวนการในการที่จะให้คู่เจรจาเดินทางเข้าหากันเพื่อมุ่งเป้าหมายก็คือข้อยุติที่มีผลประโยชน์ร่วมกันเป็นเดิมพัน กระบวนการในการเจรจาดังกล่าวเรียกว่า “Negotiating Continuum”
      ในการเจรจานั้นคู่เจรจาแต่ละฝ่ายจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายของตนเองในการเจรจา เป้าหมายในการเจรจานั้นมี ระดับ เป้าหมายดังกล่าวเราเรียกว่า 


“ ทฤษฎี H.M.L.”

          “H” (High) เป้าหมายระดับสูง หมายถึง เป้าหมายที่คู่เจรจาต้องการบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือ บรรลุ 100% ถือได้ว่าเป็นเป้าหมายอุดมคติ (Ideal Position)  เป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่คู่เจรจาอยากจะให้เกิดขึ้นสูงสุด

          “M” (Medium) เป้าหมายระดับกลาง หมายถึง เป้าหมายที่คู่เจรจาต้องการบรรลุเป้าหมายระดับ 75 %

          “L”(Low)  เป้าหมายระดับต่ำสุด หมายถึง   เป้าหมายที่คู่เจรจาต้องการจะได้อย่างน้อย     50 % เราเรียกระดับนี้ว่าระดับที่เป็นขอบเขตจำกัด (Limit Position)  ในการเจรจาถ้าต่ำกว่าระดับนี้คู่เจรจาจะเสียมากกว่าได้ซึ่งเกินขอบเขตที่เขาจะยอมเจรจาด้วย
        แต่ ข้อจำกัดในการเจรจาหรือขอบเขตเจรจา อาจจะหมายถึง ข้อจำกัดในเรื่องของอำนาจ ถ้าเกินจากจุดนี้แล้วเขาไม่มีอำนาจในการเจรจาก็อาจจะทำให้การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจจะเป็นข้อจำกัดในแง่เงื่อนไขทางด้านราคา ถ้าเกินราคาระดับใดระดับหนึ่งไปเขาไม่สามารถที่จะต่อรองด้วย หรืออาจจะหมายถึงข้อจำกัดในแง่จำนวนในการที่จะตกลงกันถ้าต่ำกว่าจำนวนนี้ไม่สามารถรับได้ ข้อจำกัดดังกล่าวนั้นจะเป็นปัญหาที่จะทำให้การเจรจาไม่สามารถประสบความสำเร็จเนื่องจากว่าเกินขีดที่เรียกว่า ต้นทุน” เพราะถ้าต่ำกว่าระดับนี้หมายความว่าคู่เจรจาจะเป็นผู้เสีย (Loser) และไม่ใช่ผู้ได้ (Winner) ซึ่งจะนำไปสู่การเจรจาที่ไม่ประสบความสำเร็จ
           ในการเจรจาที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น หมายความว่า คู่เจรจาสามารถที่จะหาจุดร่วมที่เป็นประโยชน์ต่อกัน ถ้าพิจารณาจากทฤษฎี H.M.L. ก็หมายถึงจุดต่ำสุด(Low) ของทั้งสองฝ่ายต้องมีความคาบเกี่ยวกัน เราเรียกว่า บริเวณที่หาข้อยุติได้” (Bargaining Arena) ซึ่งหมายถึงบริเวณที่คู่เจรจาต่างก็ได้ด้วยกันทั้งคู่ (WIN – WIN) ส่วนใครจะได้มากหรือได้น้อย ย่อมขึ้นอยู่กับอำนาจต่อรองและความชำนาญในการเจรจาต่อรอง
         ดังนั้น ผู้ใช้ทฤษฏีเกมส์เพื่อการต่อรองหรือประเมินคู่แข่งนั้นย่อมจะต้องมีเป้าหมายในใจ หรือที่เราๆเข้าใจกันได้ว่า "ยุทธศาสตร์" ซึ่งหลายๆครั้ง หรือทุกครั้งเป้าหมายที่เรียกว่ายุทธศาสตร์นี้ จะต้องถูกร่างไว้เพื่อเป็นกรอบของการต่อรองในใจของแต่ละฝ่ายว่าจะรับความสูฐเสียได้ในระดับมากแค่ไหน (High Medium หรือ low) นั้นคือเป้าที่ถูกกำหนดไว้เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง เพื่อให้เกิดความสูญเสียที่น้อยที่สุดที่จะรับได้
        ด้วยเหตุนี้ ความสูญเสียจากการเเข่งขันนั้นย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกผู้เเข่งขัน แต่ความสูญเสียนั้นสามารถระงับหรือบรรเทาได้จากความรอบคอบวางแผนหรือการวางหมากที่รู้ทันคู่แข่ง หรือมีข้อมูลเชิงลึกเพียงพอต่อการรองรับความสูญเสียที่จะเกิดจากการแข่งขันได้

10 มิ.ย. 2556

โธมัส มัวร์, นักคิดสังคมนิยม "ยูโธเปีย"คนแรกของโลก

โธมัส มัวร์”( Thomas More),
“นักคิดสังคมนิยมยูโธเปีย" คนแรกของโลก
(1477-1535) Utopia พ.ศ. 2059

 จากวาทกรรมของนักคิดสังคมนิยมผู้ซึ่งเรียกร้องความเป็นธรรมจากกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

"ความยากจนคือรากฐานแห่งรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์กษัตริย์เป็นผู้ครองครองทรัพย์สมบัติเเละเป็นเจ้าของเหนือชีวิตของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินทั้งผอง โดยไม่มีขอบเขตข้อจำกัดใดๆ ราษฎรจะใช้จ่ายทรัพย์สินของตนได้ก็ต่อเมื่อได้รับพระราชอนุญาติเเล้วเท่านั้น"....................

"ประชาชนสถาปนากษัตริย์ (ผู้ปกครอง) ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตัวเองหาใช่เพื่อประโยชน์ของกษัตริย์ (ผู้ปกครอง)ไม่ประชาชนตั้งผู้ครองบ้านเมืองก็หวังที่จะได้มีชีวิตความเป็นอยู่รุ่งเรื่องอยู่เย็นเป็นสุขโดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อการรุรานรังความของศัตรูหน้าที่อันศักดิ์ิสิทธ์ของผู้ปกครองบ้านเมืองก็คือจักต้องถือเอาความอยู่เย็นเป็นสุขของประชาราษฎร์ส่วนรวมให้อยู่เหนือกว่าความสุขส่วนตัวจักต้องตั้งตนเสมือนหนึ่งคนเลี้ยงเเกะที่ซื่อตรงต่อหน้าที่พลีตนเพื่อนำฝูงแกะไปสู่ทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์ที่สุด".............

"เมื่อบุคคลไม่สมบูรณ์เเล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็สมบูรณ์ไม่ได้".............

คติพจน์ประจำสังคม "ยูโธเปีย" ของ โธมัส มัวร์ (Thomas More)
"การได้มาซึ่งความสุขโดยไม่ละเมิดกฎหมายคือความฉลาดการทำงานเพื่อสาธารณะประโยชน์คือศาสนาเเละการเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัวทำลายความสุขของผู้อื่น คือ อาชญากรรม"..............

หลักการในการดำรงชีพในสังคมทุกแขนงจะต้องกระทำ ดังนี้
"มูลค่าเกิดจากแรงงานเพราะฉะนั้นท่านจึงจะต้องสนใจในปัญหาแรงงานของสังคมเป็นพิเศษ" ...........

ยูโธเปียในทัศนคติของโธมัส มัวร์
“ไม่มีการผลิตล้นเกินไม่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจไม่มีการว่างงานเเละก็ไม่มีสงคราม"................


24 พ.ค. 2556

การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิธีปรากฎการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ (Empirical Phenomenology An Approach for Qualitative Research)

การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิธีปรากฎการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ 

(Empirical Phenomenology An Approach for Qualitative Research) 


Moustakus & Clark.(1990) กล่าวไว้ว่า ปรากฏการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ คือ การศึกษาแนวคิดและกระบวนการในด้านความรู้ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์  การสะท้อนความรู้สึก  ความคิด  และประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา เป็นการค้นหาพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมาโดยตรง

แมกซ์ แวน เมเนน (2000) ซึ่งเขาได้เสนอวิธีการและขั้นตอนการศึกษาแบบปรากฏการณ์วิทยาว่า มีอยู่ 2 วิธีการหลัก  ได้แก่ 

          1)  วิธีการเชิงสะท้อนกลับ (Reflective methods)  
          
          2)  วิธีการเชิงประจักษ์ (Empirical methods)   


         โดยที่ในแต่ละวิธีก็มีการได้มาซึ่งข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่แตกต่างกันไป ซึ่งแบบแรกเป็นวิธีการเชิงสะท้อนกลับ ซึ่งมีวิธีการหาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างได้แก่ Hermeneutic Interview Reflection, Exegetical Reflection, Linguistic Reflection, Thematic Reflection,  Guided Existential Reflection,   และCollaborative Reflection,  ซึ่งใน   แต่ละวิธีก็มีวิธีเฉพาะเจาะจงที่แตกต่างกันออกไป   ส่วนแบบที่สองเป็นแบบวิธีการเชิงประจักษ์  ซึ่งมีวิธีการหาข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  Describing,  Gathering,  Interviewing,  Observing, Fictional   และ Imaginal 

Manen กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของวิธีการศึกษาปรากฏการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ คือ การได้มาซึ่งประสบการณ์ที่แตกต่างอย่างหลากหลายของผู้ให้ข้อมูล  หรือกลุ่มตัวอย่าง   โดยเฉพาะจากการได้มาของเกร็ดประวัติ (Anecdotes)   เรื่องเล่า  (Narrative)   เรื่องราวที่แต่งขึ้น(Stories) และการบันทึกประสบการณ์ชีวิต (Lived experience accounts) 


การนำปรากฏการณ์วิทยาเชิงประจักษ์ไปใช้
         การวิจัยแบบนี้มุ่งทำความเข้าใจความหมายประสบการณ์ชีวิตที่บุคคลได้ประสบ เป็นหลัก   ซึ่งปรากฏการณ์  หรือเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่นักวิจัยแนวปรากฏการณ์วิทยาศึกษาเป็นอะไรก็ได้ที่นักวิจัยเห็นว่ามีแง่มุมที่น่าสนใจหรือมีประโยชน์ในเชิงปฏิบัติการ ต่าง ๆ เช่น  การได้เป็นแม่   การใช้ชีวิตเป็นนักบวช  การประสบเหตุการณ์ที่ทำให้ผิดหวัง   สูญเสีย   หรือสมหวัง   โดยสรุปคือ เป็นเรื่องธรรมดา  หรือไม่ธรรมดาในชีวิตของคน  อาจเป็นเรื่องที่สะเทือนอารมณ์ (เศร้า  เหงา  เสียใจ  โกรธ)  หรือเป็นเรื่องของความสัมพันธ์  แต่งงาน  หย่า  พลัดพราก ฯลฯ  (ชาย  โพธิสิตา, 2548 หน้า 189-190)



 

2 มี.ค. 2556

มิเชล ฟูโกต์ (ฝรั่งเศส: Michel Foucault, michel; 15 ตุลาคม ค.ศ. 1926 – 25 มิถุนายน ค.ศ. 1984)

มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault
(15 ตุลาคม ค.ศ. 1926 - 25 มิถุนายน ค.ศ. 1984)

มิเชล ฟูโกต์ (ฝรั่งเศส: Michel Foucault, miʃɛl fuko
คือ นักปรัชญา นักประวัติศาสตร์ ปัญญาชน นักวิพากษ์ และนักสังคมวิทยา ชาวฝรั่งเศส เขาเคยดำรงตำแหน่ง "ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ของระบบความคิด" (Professor of the History of Systems of Thought) ที่วิทยาลัยฝรั่งเศส (Collège de France)
คือ นักคิด ที่มีแนวคิดที่อ้างถึงความสัมพันธ์ของอำนาจที่เกี่ยวข้องเเละความเชื่อมโยงของอำนาจในสังคม (โดยเขาได้กล่าวว่า อำนาจมีอยู่ทุกที่ ทุกอนูของสังคม เพียงแต่เราอยู่ในสังคมนั่นจึงทำให้เราไม่เห็นอำนาจนั้นๆ) เขาเชื่อว่าอำนาจมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในสังคม ประดุจหนึ่งว่าไม่มีทางแยกอำนาจออกมาจากสังคมได้ เพราะว่าสังคมเป็นส่วนร่วมของการทำให้เกิดอำนาจเเละอำนาจนั้นอาศัยบทบาททางสังคมเป็นตัวขับเคลื่อนอำนาจนั่นเอง นั่นคือ "โครงข่ายแห่งอำนาจ"
เเต่ มิเชล ฟูโกต์ ก็ไม่ได้ตั้งข้อสังเกตุว่า อำนาจมีอยู่ตรงจุดไหน อย่างไร ใครถือมันไว้ แต่เขากลับมองว่า อะไรที่ทำให้อำนาจนั้นแสดงตนออกมาได้ หรือ อำนาจนั้นมันทำงานอย่างไร อะไรคือโครงข่ายของอำนาจที่เขากล่าวถึง เเละเมื่อมีอำนาจเป็นตัวตั้ง จะต้องมีการใช้อำนาจเป็นตัวแปรตาม เเละจะยังต้องมีสิ่งที่ถูกกระทำด้วยอำนาจ หรือที่เรียกว่า ตัวชี้วัดผลการทำงานของอำนาจ นั่นคือ ผู้ที่อยู่ใต้อำนาจ หรือผู้ที่ถูกใช้อำนาจนั่นเอง
แต่ทั้งนี้ อำนาจ ถ้าได้ถูกใช้โดยผู้นำที่มีศีลธรรม คุณธรรม อำนาจนั้นจะสร้างความผาสุกให้กับสังคมได้
แต่ทว่า อำนาจ ที่ถูกใช้โดยผู้ที่ไม่สมควร หรือ ผู้นำที่ไม่มีคุณธรรมนั้นเเล้ว อำนาจนั้นก็จะส่งผลร้ายแก่สังคม เเละสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่อยู่ใต้อำนาจนั้นเอง
ด้วยเหตุนี้การมีตัวตนของอำนาจที่ไม่ดี จึงย่อมนำมาสู่ การต้านทานอำนาจ ของผู้ที่เดือดร้อน จึงนำมาสู่ วาทกรรม ที่ว่า

"ที่ใดมีอำนาจ ที่นั่นมีการต่อสู้"

นั่นแสดงให้เห็นว่า อำนาจทุกๆอำนาจที่เคยมีมาบนโลกเรานั้น ส่วนใหญ่ส่งผลร้ายต่อสังคม สภาวะเศรษฐกิจ เเละบทบาททางการเมือง ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนของอำนาจที่จะทำให้อำนาจนั้นส่งผลดีหรือส่งผลร้ายต่อสังคมของเราได้นั่นเอง
เพราะผู้นำส่วนใหญ่มักจะนำอำนาจมาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าผลประโยชน์ของสาธารณะนั่นเอง

       

22 ก.พ. 2556

ทฤษฎีไร้ระเบียบ chaos theory

ทฤษฎีไร้ระเบียบ chaos theory

สรุปขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลงในทฤษฏีไร้ระเบียบ โดยสังเขป

     1. ระเบียบเดิม (ที่เคยใหม่ในครั้งอดีตที่ผ่านมาถึงกาลเวลาผ่านไปก็ต้องชำระใหม่เพราะโลกเราหมุนเร็วขึ้นทุกวันในทุกวัน)

     2. มีการทำงานเเละดำเนินการไปเรื่อยๆอย่างราบเรียบ จนถึงเหตุการณ์ที่ต้องเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ใหม่    กว่า (ที่มนุษย์ทึกทักเอาว่าของใหม่จะต้องดีกว่าของเก่า ซึ่งเป็นแนวคิดที่ถูกใช้มาจนทุกวันนี้)

     3. นำมาสู่ความไร้ระเบียบเเละไปสู่ความโกลาหล ในท้ายที่สุด เพราะไม่ว่ามนุษย์จะเข้ามาจัดการกับสิ่งใดก็ตามดูเเล้วทุกสิ่งอย่างยิ่งจะมีความยุ่งเหยิงเเละตามมาด้วยความวุ่นวายไม่จบสิ้น เพราะมนุษย์ไร้ซึ่งความพอใจเเละควาามพอดีของตน นั่นก็คือ ความโลภนั่นเองที่เป็นชนวนก่อให้เกิดความวุ่นวาย

     4. ทางเลือก หรือ ทางที่มีให้เลือกจากการบังคับของผู้มีอำนาจ จากคำกล่าวที่ว่าประวัติศาสตร์มักจะถูกเขียน(ใหม่)โดยผู้ชนะ ดูจะไม่เป็นคำพูดที่เกินจริงเกินไปนัก เพราะผู้ชนะย่อมเป็นผู้สร้างกฏระเบียบต่างๆไว้เพื่อบังคับผู้ใต้อำนาจนั่นเอง (ในกรณีี้นี้ถ้าผู้นำดีมีจริยธรรม คุณธรรม กฏระเบียบที่นำมาใช้ก็ไม่น่าจะสร้างหรือก่อความวุ่นวายให้กับสังคมได้นัก)

     5. การจัดตั้งระเบียบใหม่ ก็คือการเปลี่ยนถ่ายจากสิ่งเก่าสู่สิ่งใหม่ อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลง ปรับตัว (Adaptation) คือต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านไปก่อนนั้นคือ ช่วงของ Chaos!! หรือภาวะไร้ระเรียบเกิดขึ้นก่อนเสมอ อาจมีการต่อสู้กันระหว่างระบบเก่า กับ ระบบใหม่ ช่วงชิงความชนะกันจนในที่สุดสิ่งที่ล้าหลังกว่าไม่มีประสิทธิภาพก็ต้องล้มหายตายจากไป เปิดทางให้สิ่งใหม่ที่ดีกว่าก็เข้ามาแทนที่ แบบหักดิบหรือการเปลี่ยนแปลงแบบเปลี่ยนถ่ายอย่างนุ่มนวลหรือใช้ระยะเวลาที่นานกว่า แต่ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแน่นอน เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตามทีย่อมต้องการเข้ามาปรับเปลี่ยนความเป็นอยู่ในรูปแบบเก่า มาก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่เเล้วนั่นคือเป้าหมายของระเบียบของการเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อมีการนำกระทำใช้ก็ต้องมีฝ่ายถูกกระทำหรือถูกใช้บังคับ นั่นเอง

     6. ระเบียบใหม่ (ซึ่งจะกลายเป็นระเบียบเก่าในเวลาต่อมา) เป็นการนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบเเละเริ่มมีผลต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อม ในขั้นนี้จะเริ่มมี Effect จากสิ่งแวดล้อมเป็นตัววัดค่า หรือเป็นตัวชี้วัดถึงสิ่งที่นำมาใช้ว่า "ก่อให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเก่า" เเละสมควรต้องมีการปรับปรุงหรือไม่ อย่างไร เพราะอะไร ซึ่งต้องเป็นเหตุเป็นผลที่มีความสอดคล้องกันอย่างมีนัยทางเหตุผล

     7. ระเบียบเริ่มสั่นคลอน นำมาสู่ความไร้ระเบียบอย่างแท้จริง (เข้าสู่วงจรเดิมจากขั้นตอนที่ 1-3 ต่อๆไปเป็นวัฏจักรของทุกสรรพสิ่งในสากลโลก)  เป็นขั้นตอนที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายเเละอาจจะเป็นขั้นตอนเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เพราะในขั้นตอนนี้เป็นการชี้ขาดจากการเปลี่ยนแปลงในขั้นที่ผ่านมาว่าุถึงเวลาเเล้วหรือยังที่เราจะต้องทำการปรับปรุงสิ่งที่มีปัญหา ไปสุ่การจัดตั้งระเีบียบตัวใหม่เพื่อปัญหาที่ต้องการการแก้ไข ในขั้นนี้ถ้าเป็นกรณีทางสังคมจะต้องมีการนำข้อเสนอเเนะจากสังคมมาแก้ไข สู่สิ่งที่ดีกว่าเข้าไปในสังคมเเทน โดยมีตัวชี้วัดคือ "ค่าของความสุขของประชาชนในสังคม" เป็นตัวชี้วัด อาจจะกล่าวได้ว่าขั้นตอนนี้สมควรจะใช้ "ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ" ที่จะมีการสะท้อน Feed back เสียงของประชาชนเป็นตัวขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อผู้คนสังคมต้องการถึงการเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางอย่าง จึงจะต้องมีผู้รวบรวมปัญหาเหล่านั้นมาแก้ไข เพื่อประโยชน์สุขของสังคมให้บังเกิดขึ้น นั่นเอง

ทฤษฎีนโยบายสาธารณะ (โธมัส อาร์.ดาย (Thomas R. Dye))

1.ตัวแบบสถาบัน ( Institutional Model)          โธมัส อาร์.ดาย มองว่านโยบายเป็นผลผลิตของสถาบันหมายความว่านโยบายสาธารณะถูกกำหนดขึ้นจากสถาบ...